เฉินหลง

ดารานักแสดงคนนี้ต้องบอกเลยว่าใครหลายคนรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะว่าเขามีผลงานแสดงออกมาเยอะแยะมากมาย และโดยส่วนใหญ่ที่หลายคนชอบเพราะว่าเขาทุ่มเทให้กับการแสดงในภาพยนตร์ของเขาเป็นอย่างดี เล่นจริงเจ็บจริงนั่นก็คือ เฉินหลง เรามาดูชีวิตของเขากันดีกว่าว่าเส้นทางนักแสดงของเขานั้นเป็นอย่างไรบ้าง เพราะเมื่อก่อนนี้เฉินหลงได้เล่าว่าเขานั้นเกิดมาในครอบครัวที่มีความยากจน และไม่เพียงแค่นั้นเขาเคยเล่าว่าพ่อกับแม่ของเขาเคยคิดที่จะขายเขาให้กับหมอชาวอังกฤษด้วยราคาเพียง 780 บาทเท่านั้น หลายคนคงจะคิดว่าทำไมถึงขายลูกลงแม้แต่ค่ารักษาพยาบาลพ่อแม่เขาก็ไม่มีที่จะจ่าย จึงไม่มีทางเลือกแล้วเขาก็เป็นเด็กที่จะต้องอยู่คนเดียวตลอดเวลา อยู่อย่างโดดเดี่ยวลำพังเพราะพ่อแม่จำเป็นที่จะต้องทำงาน เพื่อหาเลี้ยงครอบครัวแล้วเมื่อตอนอายุ 7 ขวบเขาได้ถูกส่งไปเรียนโรงเรียนการแสดง และก็เป็นเหมือนวันที่พลิกชีวิตของเขาเลยก็ว่าได้ เพราะว่าดันมีผู้กำกับมาที่โรงเรียนแห่งนี้และคัดเด็กไปกี่คนและในนั้นมีเขาอยู่

แล้วต้องบอกเลยว่าเขานั้นดีใจมากที่ได้เป็นตัวเลือกที่ได้รับไปร่วมในกองถ่าย แต่ความดีใจในตอนนั้นของเฉินหลงนั้นไม่ใช่เพราะว่าเขาชอบการแสดงแต่ เพราะว่าการอยู่โรงเรียนนั้นทำให้เขาไม่ชอบ เพราะว่าต้องเจอกับครูที่มีความเข้มงวดก็น่าจะเป็นเรื่องปกติของเด็กหลายๆ คนที่ไม่ค่อยอยากจะอยู่โรงเรียนกันสักเท่าไหร่นะ เพราะว่าอาจจะโดนครูดุครูบ่นครูตีบ้างซึ่งมันมีความเข้มงวด จึงทำให้เขานั้นไม่ค่อยชอบโรงเรียนสักเท่าไหร่แต่ด้วยว่าเป็นคนที่ถูกรับเลือก ก็จำเป็นที่จะต้องแสดงดังนั้นต่อให้เขาไม่ชอบขนาดไหนเขาก็ต้องออกมาแสดง แต่ด้วยว่าเขาเป็นคนที่สามารถเรียนรู้ได้เร็วจึงทำให้เป็นที่น่าสนใจ เพราะว่าไม่ว่าจะเป็นบทบาทไหนที่ผู้กำกับได้มอบให้กับเฉินหลงเขามักจะทำได้ดี ไม่ว่าจะเป็นสตั้นแมนหรือเล่นเป็นอะไรก็แล้วแต่เขามีความทะเยอทะยานมีความใฝ่รู้ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก

และต้องบอกเลยว่าเขานั้นมีความใฝ่รู้มากจนถึงขั้นยอมซื้อข้าวของต่างๆ เพื่อไปฝากทีมงานเพื่อที่จะได้เรียนรู้ในสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดของการถ่ายหรืออุปกรณ์ในกองถ่าย และหลังจากนั้นเขาก็ได้อยู่ในกองถ่ายมาโดยตลอด ซึ่งเขาก็จะทำงานเป็นเบื้องหลังแล้วอยู่ไปอยู่มาเขาก็ได้เริ่มออกมาอยู่เบื้องหน้าบ้างแล้ว ซึ่งในช่วงที่เขาเริ่มได้ออกมาแสดงนั้นในช่วงนั้นบรูซลีกำลังดัง เป็นการแสดงศิลปะการต่อสู้ที่มีความโด่งดังไปทั่วโลก เชื่อได้เลยว่าใครหลายคนก็รู้จักกันเป็นอย่างดีซึ่งในสมัยก่อนการเป็นบรูซลีนั้นก็มีหลายคนที่ชื่นชอบ และต้องการจะเป็นแบบบรูซลี แต่ด้วยความที่เป็นฉันหลงเขาอยากเป็นแบบบรูซลีแต่เขาไม่ได้ต้องการเป็นบรูซลีอีกคนนึง เพราะเขาต้องการเป็นตัวเขาเองก็คือแจ็คกี้ชานและเขาก็ได้นำเสนอไอเดียใหม่ให้กับผู้กำกับ ก็คือไม่ได้มีการต่อสู้เพียงอย่างเดียวแต่ใส่ความสนุกสนานอารมณ์ขันเข้าไปด้วย

เฉินหลง

และเส้นทางการประสบความสำเร็จของเขาก็ได้เริ่มขึ้นเขาได้รับให้เล่นหนังเรื่องไอ้หนุ่มพันมือ ซึ่งต้องบอกเลยว่าได้ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายและเรื่องต่อมาก็คือไอ้หนุ่มหมัดเมา หลายคนน่าจะเคยดูกันมาบ้างซึ่งเป็นหนังที่ประสบความสำเร็จ และต้องบอกเลยว่าทุกเรื่องที่เฉินหลงนั้นได้แสดงประสบความสำเร็จทุกเรื่องเลยก็ว่าได้ เพราะเขาเป็นคนที่ได้รับความนิยมมากจนมาถึงวิ่งสู้ฟัดเรื่องนี้ก็น่าจะได้ดูกันทั่วโลก และหลายคนก็น่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดีสำหรับวิ่งสู้ฟัดซึ่งมันก็มีอยู่หลายภาค และด้วยวิ่งสู้ฟัดนั้นทำรายได้กว่า 8 พันล้านบาทเลยทีเดียวและการแสดงของเขานั้น ต้องบอกเลยว่าเป็นการแสดงที่ทุ่มเทอย่างมากแล้วต้องบอกเลยอีกเรื่องหนึ่ง คือการแสดงของเขาบางครั้งบางเรื่องเขาก็จะมักจะใช้สตั๊นท์แมนแทนตัวหลักในการแสดงเพื่อที่จะได้ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ

แต่สำหรับเฉินหลงไม่ใช่แบบนั้นเขาต้องการที่จะแสดงด้วยตัวเขาเอง เขาทุ่มเทกับการแสดงของเขามากบางครั้งเขาก็ทุ่มเทจนเกือบแลกกับชีวิตของตัวเอง บางครั้งการแสดงหนังมันก็มีความเสี่ยงบ้างเพราะว่าเป็นหนังแนวต่อสู้ อาจจะต้องกระโดดลงมาจากตึกสูงถ้าเกิดการผิดพลาดถ้าไม่ร้ายแรงมากก็คงจะดี แต่ถ้ามันร้ายแรงมากก็อาจจะถึงชีวิตได้และเขาก็ได้เข้าออกโรงพยาบาลอยู่บ่อยๆ เพราะว่าการแสดงของเขานั่นเองเขาเคยกะโหลกร้าวกับเป็นมาแล้วกระดูกหลังเคลื่อนเลยก็มีเพราะตกตึกที่สูงกว่า 4 ชั้น การแสดงของเขานั้นทำให้เขาวนเวียนอยู่กับโรงพยาบาลบ่อยมาก หลายคนคงจะมองว่าทำไมต้องเล่นเองให้เสียงถึงขนาดนั้นทั้งๆ ที่ประสบความสำเร็จมากขนาดนี้แล้วใช้สตั้นแมนก็ได้ อาจจะมองว่าเขาบ้าแต่ต้องบอกเลยว่าในความบ้าของเขานั้นมันเป็นการทุ่มเท เพื่อทำให้ผลงานออกมาดีที่สุด

มหาเศรษฐีเฉินหลงจะเรียกแบบนี้ก็ไม่แปลกเพราะว่าเขานั้นร่ำรวยมากเขามีทรัพย์สินกว่าหนึ่งหมื่นหนึ่งพันล้านบาท ต้องบอกเลยว่าเขานั้นถ้ามีการจัดอันดับเขาต้องเป็นนักแสดงที่มีรายได้สูงที่สุดในโลกแน่ๆ แต่ในปัจจุบันเขาก็มีการจัดอันดับแล้วและเฉินหลงนั้นก็เป็นนักแสดงชายที่มีทรัพย์สมบัติมากอันดับ 2 ของโลก ถึงต้องบอกเลยว่าเขาประสบความสำเร็จเขาทุ่มเทกับงานจนเขาได้ดีจริงๆ และเขาก็รักในอาชีพของเขาเขารักในการแสดงแล้วต้องบอกเลยว่าค่ายหนังของเขานั้น ไม่มีบริษัทประกันที่ไหนก็ให้เขาทำประกันเลยไม่ว่าจะเป็นตัวเขาหรือทีมงานของเขาก็ตามแต่ ซึ่งต้องบอกเลยว่าคนที่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาส่วนใหญ่แล้วก็คือตัวเขาเอง แล้วเขาก็เคยใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทยถึง 2 ปีในสมัยยังเด็กอยู่เขาก็มีความผูกพันกับประเทศไทยพอสมควร แล้วเขาก็เคยพูดว่าอย่าปล่อยให้โชคชะตามาควบคุมเรา เพราะเราเองที่ต้องเป็นฝ่ายควบคุมโชคชะตาแจ็คกี้ชานได้เป็นคนกล่าวไว้

Close Menu